posted on 10 Dec 2009 13:14 by jyoishiobb
ผจญภัยในต่างแดนกับโจอิชิ
ตอนที่ 18
Halloween Party บรื๋อๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
วันที่ 3 พฤศจิกายน 52
สวัสดีครับ เพื่อน ๆ ทุกคน พบกันอย่างรวดเร็ว
จากฉบับที่แล้ว เนื่องจาก มีสิ่งที่อยากจะเขียนลงในจดหมายฉบับนี้ นั่นก็คือ
เล่าเกี่ยวกับงานปาร์ตี้ Halloween ที่ผมไปมาครับ
อาจจะไม่ค่อยมีสาระเท่าไร แต่ผมก็อยากจะเก็บบันทึกเรื่องราวต่างๆ ไว้ให้เพื่อนๆ
ได้อ่านกัน นะครับ จริง ๆ แล้วผมได้เขียนเรื่องเกี่ยวกับ Halloween เป็นภาษาอังกฤษด้วยนะครับ
เพราะผมต้องเขียนข่าวทุกอาทิตย์จะทำอะไรแล้วครับ ตอนนี้
เวลาไม่ค่อยจะมีทำอะไรแล้วครับ แต่ก็ยังมีเวลาไปงานปาร์ตี้ฮาโลวีนที่โรงเรียนนะครับ
ปาร์ตี้จะมีขึ้นในเย็นวันศุกร์ที่ 30 ครับ ผมก็ถามเพื่อน ๆ ทุกคนว่าจะไปกันไหม เพื่อนๆ ก็ตอบว่า
จะไปกันครับ แต่ว่า แต่ละคนไม่มีชุดกันทั้งนั้นเลย ผมเลยชวนเพื่อนไปซื้อชุดกันครับ
ที่ Party
City ครับ
ร้านนี้มีชุดทุประเภทครับแบบว่า ชุดแปลกๆๆ ทั้งนั้นเลย
เอาไว้ใส่ไปงานปาร์ตี้กันล่ะครับ ท้งชุดโจร เจ้าชาย สัตว์ประหลาด ซุปเปอร์แมน
มีทุกอย่างจริงๆๆครับ แต่ผมตั้งใจว่า ผมไม่ซื้อหรอกครับชุดแบบนี้
ขอสร้างชุดด้วยตัวเองดีกว่า ผมตั้งใจว่าจะแต่งเป็นมัมมี่ไปครับ คือ
ขอเด่นในงานไปเลยครับ คิดว่า ไม่มีใครแต่งไปแน่ๆ หุหุ ผมไปซื้อชุดในตอนเย็น
กะเพื่อนอีกคน ตอนแรกผมไปดูผ้าพันแผลที่ Wall green ครับ
แต่ว่า ที่นี่ไม่มีครับ แต่ผมกลับได้สีสำหรับแต่งหน้ามาครับ ราคาถูกมากครับ ไม่ถึง
$1 เลยครับ แล้วก็เอาวิกผมอัฟโล่ มาอีกอัน ถูกเหมือนกันครับ
เอาไว้ใส่เล่นๆ ครับ ตลกดี หลังจากออกจากที่นั่นแล้ว ผมก็มาที่ Party City ครับ
เดินเข้าไปในนี้ นึกในใจว่า เข้ามาในโลกแห่งจินตนาการครับ
มีของทุกอย่างในจินตนาการ ในการ์ตูนจริงๆ ครับ รู้สึกว่า ชอบมากเลย
ชุดมากมายถูกจัดเตรียมไว้ให้ผู้คนเลือกกัน มีผู้คนหลากหลายมาเลือกชุดที่นี่กันครับ
วันนี้ค่อนข้างจะยุ่งหน่อยครับ แต่ว่าสิ่งที่ผมจะหาไม่ใช่ชุดครับ
แต่ผมหาสิ่งที่จะมาทำเป็นชุดผมครับ เพื่อนที่ผมมาด้วยชื่อ ซู ครับ เป็นคนเกาหลี
จะบอกว่า ตอนนี้ผมมีเพื่อนเกาหลีเยอะมาก ซึ่งต่างจาก เทอมที่แล้ว
ผมจะมีเพื่อนญี่ปุ่นเยอะ แต่ว่า เพื่อนญี่ปุ่นก็ยังติดต่อกันอยู่นะครับ
เพียงแต่ว่า ไม่ค่อยได้กินข้าวด้วยกัน แต่เพื่อนเกาหลีเนี่ยะ ผมกินข้าวด้วยกันทุกวัน
มีอยู่คนนึง ชื่อ คงอึนสุข ครับ คนนี้
กินข้าวด้วยกันมาตั้งแต่ผมเรียนที่นี่เทอมแรก สนิทกันมากครับ
เธอเป็นคริสเตียนด้วยครับ นิสัยดีมากครับ เล่าต่อ ผมอ่ะ ไปกะซูใช่มั๊ยครับ
ซูก็เป็นเพื่อนอึนสุขล่ะครับ เธออยากแต่งเป็นแม่มดครับ ผมก็เดินไปเดินมา ต่างคนก็ต่างแปลกตาครับ
แบบว่าไม่เคยเห็นด้วยกันทั้งคู่ ฮาดีครับ ผมแยกไปหาดูสิ่งที่ผมต้องการคือ
สิ่งที่คล้ายกับผ้าพันแผลมัมมี่ ครับ ผมเดินหาไม่นาน ก็เจอครับ ไม่ใช่
ผ้าพันแผลนะครับ แต่มันเป็นกระดาษเอาไว้ตกแต่งบ้านตอนปีใหม่นะครับ
ม้วนใหญ่อยู่เหมือนกันครับ ม้วนละ $4 เองครับ ผมซื้อมาสามม้วนตกแล้ว $14
รวมทิปล่ะครับ ส่วนซูได้ วิกแล้วก็อารายอีกนิดหน่อยครับ
เสียไปเยอะเหมือนกัน หลังจากนั้นผมก็มาที่ห้องของอึนสุข ครับ ซึ่งเธอมีรูมเมทอยู่
อีก สามคน คือ เจน ลาน่า และสาวญี่ปุ่นอีกคน ครับ เจน ทำอาหารให้พวกเรากินกันครับ
โดยมีเพื่อนเกาหลีอีกคนที่เป็นผู้ชาย ชื่อ ดาเนียล สรุปแล้ว เรากินข้าวกัน 5
คนครับ เพราะว่าอึนสุขไปโบสถ์ครับ หลังจากกินข้าวเสร็จ
ผมก็นอนครับ จนประมาณ 2 ทุ่ม ผมก็เริ่มแต่งตัว
เพราะว่างานปาร์ตี้จะเริ่ม 3 ทุ่ม ครับ มีคนช่วยแต่งตัวเรียบร้อยเลยครับ
ทั้งเจน ซู แล้วก็ดาเนียล แบบว่า ทุกคนตั้งใจกันเต็มที่ ผมคิดในใจ เพื่อนเกาหลี
ช่างมีน้ำใจจริงๆ เราแต่งกันอยู่นานครับ เริ่มจากการแต่งหน้าครับ ทาตาดำๆ ปากดำๆ
แล้วก็เริ่มพันผ้าจากหัวครับ ค่อยๆพันไปเรื่อยๆ กว่าจะเสร็จ
ทำเอาเพื่อนเหนื่อยเลยครับ หุหุ เล่นเอาเจนลมแทบจับ ต้องให้ดาเนียล มาช่วยต่อ
หลังจากที่แต่งตัวเสร็จแล้ว ก็เดินออกไปงานปาร์ตี้ครับ เดินไปกะซูครับ จะบอกว่า ผมไม่ได้ใส่รองเท้านะครับ
เอาพลาสติกหุ้มเท้าไว้ครับแล้วก็เอาผ้าพันต่อครับ
ผมต้องโชว์บัตรนักเรียนก่อนเข้าไปครับ ก็ไม่มีใครำผมได้หรอกครับ ก็ดีไปอีกแบบครับ
สนุกดีครับ พอผมเดินเข้าไปในงาน สายตาแทบทุกคู่ มองดูด้วยความประหลาดใจ
ทุกคนคิดว่า มันไปเอากระดาษในห้องน้ำมาทำรึป่าว ที่พูดแบบนี้เพราะว่า
มีเพื่อนญี่ปุ่นครับ มันแซวผมว่าไปเอากระดาษจากห้องน้ำมาทำครับ ผมล่ะ
เคืองมันจริงๆ หลังจากที่ผมเข้าไปได้ไม่นาน ก็มีฝูงชนมากมายครับ มาสะกิดแล้วขอถ่ายรูปส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงครับ
แบบว่า ต่อคิวกันเลยครับ คนนี้ถ่ายเสร็จ คนนั้นถ่ายต่อ
ถ่ายอย่างกะไม่เคยเห็นมัมมี่แน่ะ ฮามากครับ แล้วผมก็เดินไปแกล้งเพื่อนๆ
ที่เรียนด้วยกันล่ะครับ ไม่มีใครจำผมได้ถ้าผมไม่บอกครับ ไอ้พวกเพื่อนญี่ปุ่น
มันยังมาขอถ่ายรูปกะผมเลยครับ 555 มันไม่รู้หรอกว่าผมเป็นใคร
หลังจากนั้นผมก็อยู่ในห้องที่ตัดงานานเหมือนกันครับ คือ เดินเล่นๆๆ ไปกะเพื่อน
ไม่กล้ากินน้ำเลยครับ กลัวต้องไปเข้าห้องน้ำ มันเรื่องใหญ่มากเลยครับ หุหุ เดินไปก็มีคนมาขอถ่ายรูป
รู้สึกว่าตัวเองฮอตดีครับ แม้ว่าจะไม่มีใครรู้ว่าผมเป็นใคร็ตาม 55 มีคนชมว่าชุดผมสุดยอดจริงๆ
ผมอ่ะ ต้องขอบคุณเพื่อนๆ เกาหลีที่ช่วยแต่งตัวให้ผมมากเลยครับ
เพราะว่ามันใช้เวลาตั้ง 1 ชั่วโมงครึ่ง แต่มันก็ออกมาสุดยอดจริงๆ
ครับ ทึ่งในความสามารถของเพื่อนๆ หุหุ เพื่อนหลายคนพึ่งมารู้ว่า ผมคือ
มัมมี่เอาตอนวันจันทร์ที่ผ่านมาเองครับ หุหุ หลังจากที่เดินเตร็ดเตร่ในงานประมาณ
สองชั่วโมง ผมก็กลับครับ หลังจากที่กลับมาถึงห้องก็ใช้เวลาประมาณ 10 นาทีในการถอดชุดครับ
อย่าเรียกว่าถอดเลยครับ เรียกว่าตัดเลยดีกว่า เจนมาช่วยตัดครับ ซึ่งพอตัดเสร็จผม
ก็เปลี่ยนชุดแล้วกลับบ้านครับ วันนี้ก็หมดไปอีกวันครับ
อย่างน้อยมันก็ทำให้ชีวิตมีสีสันขึ้นมาบ้าน วันต่อมาผมไปทำงานที่ร้านกระเพรา
พวกเด็กเสริ์ฟ แต่งตัวสไตล์ฮาโลวีนกันครับ ฮาดีครับ คริส มันแต่งตัวเป็นโถส้วมครับ
ส่วนไรอัน แต่งเป็นแวมไพร์ ครับ ส่วนพี่จี้ เจ้าของร้านแต่งเป็น แม่มดครับ ฮาๆ
ครับ ส่วนพี่ฝนแต่งเป็น ฆาตกรครับ อืม จะว่าไป วันนี้มันก็ทำให้คนเมกัน
เค้าผ่อนคลายดีนะครับ ส่วนเทศกาลต่อไปคือ Thank Giving ครับ
สินค้าจะลดราค็ตอนนี้ล่ะครับ หุหุ เก็บเงินรอไว้ช้อปสิ้นปีนี้
ยังไงฉบับนี้ผมคงเขียนแค่นี้ล่ะครับ ไม่ยาวมากแต่ว่า
มันก็ทำให้ผมหายคิดถึงเมืองไทย และเพื่อน ๆ ไปได้เยอะเลยครับ ยังไงถ้าเพื่อน ๆ
มีเรื่องราวดีดี ที่อยากจะแบ่งปันโดยการเล่าหั้งก็สามารถเขียนมาคุยกันได้นะครับ
เราอาจจะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่างๆ กันได้ครับ
วันที่ 4 พฤศจิกายน 52
Obbe
posted on 10 Dec 2009 13:14 by jyoishiobb
ผจญภัยในต่างแดนกับโจอิชิ
ตอนที่ 17 Fall...เปิดเทอมใหม่กับความสดใสที่มากกว่าเดิม
วันที่ 24 ตุลาคม 52
สวัสดีครับ เพื่อนๆ
ทุกคน นี่คงเป็นจดหมายฉบับแรกที่เขียนนอกบ้าน ไม่ต้องสงสัยว่า ทำไมมาเขียนนอกบ้าน
เพราะว่าตอนนี้ผมอยู่ที่ทำงานครับในร้านที่ผมเป็นเด็กเสิร์ฟนั่นล่ะครับ แต่ที่ผมสามารถเขียนได้เพราะว่า
ตอนนี้ไม่มีลูกค้า ตอนนี้อากาศเริ่มหนาวแล้ว อุณหภูมิประมาณ 10 กว่าองศาเซลเซียส
ไปไหนมาไหนก็ต้องใส่เสื้อกันหนาวนี่ล่ะครับ จะว่าไป อากาศที่นี่ก็เพี้ยนๆ
เพราะบางวันก็หนาว อีกวันก็ร้อน อาจจะเป็นช่วงเปลี่ยนฤดูนั่นล่ะครับ
เพาะว่าตอนนี้ก็ Fall แล้ว
บรรยากาศกำลังสดใสเลยครับ ตอนนี้ที่นี่กำลังจะปรับเวลาครับ ปรับให้ถอยหลังมา 1
ชั่วโมง เพราะว่า ไม่งั้น สมมติเวลาเราตื่นใช่มั๊ยครับ ตื่น 8 โมง แต่ว่า
มันยังมืดอยู่เลยครับ แล้วตอนกลางคืนก็มันจะค่ำไว น่ะครับ
เลยต้องปรับเวลาให้ตรงกับความเป็นจริง ซึ่งที่นี่ จะต้องปรับกันปีละ 2 ครั้ง
ต่อไปที่นี่ก็จะห่างจากประเทศไทย 3 ชั่วโมงแล้วครับ หุหุ
อยากจะเล่าถึงบรรยากาศการเรียน ตอนนี้ผมเปิดเทอมแล้วครับ เข้าเรียนในชั้นใหม่ Level 500 ครับ
ซึ่งก็อยู่ในขั้น High
Intermediate ครับ ซึ่งเทอมนี้เรียนยากพอสมควรครับ
บวกกับผมต้องทำงานถึงสองที่แล้ว เนี่ยะ เป็นอะไรที่สุดยอดจริงๆ ครับ แต่ผมก็คิดว่า
ทุกอย่างมันต้องผ่านไปได้ เพราะว่าพระเจ้านี่ล่ะครับ ผมอยู่ที่นี่
อธิษฐานกับพระเจ้าทุกครั้งเวลาขับรถไปไหนมาไหน เพราะรู้สึกว่าเราอาจจะมีเวลาน้อยในการทำอะไรหลายอย่าง
แต่ไม่อยากมีเวลาน้อยในการอธิษฐานครับ
อยากจะเล่าเรื่องแรกเกี่ยวกับผลการเรียนเทอมที่แล้วครับ มีข่าวดีอีกแล้วครับ
เทอมที่แล้วผมได้ A ทุกวิชาอีกแล้วครับ
ซึ่งเทอมนี้ ผมค่อนข้างภูมิใจกับผลการเรียนเพราะว่า ผมเรียนด้วยทำงานด้วย
ไม่เคยมีเวลาว่างเสาร์อาทิตย์ครับ แต่ได้ A มาก็สุดยอดแล้วครับ เพราะมันยากของจริงเลย กับการทำงานด้วยและเรียนไปด้วย
และสิ่งที่น่าดีใจไปกว่านั้นคือ การที่ผมได้รับเลือก เป็นตัวแทนของนักเรียนที่ได้เกรด
A ให้ขึ้นไปพูดความประทับใจในการเรียนที่ UCR-Extension นี่ล่ะครับ
โดยเหตุผลที่เค้าเลือกผม เค้าบอกว่า ผมน่าจะมีไอเดียดีๆ ในการขึ้นไปพูดครั้งนี้
โดยวันที่เค้าให้ผมขึ้นไปพูดก็คือวันที่เค้าจะมีการเลี้ยงอาหารสำหรับคนได้เกรด A นั่นล่ะครับ
หรือที่เค้าเรียกว่า Honor
Roll Lunch ครับ ผมได้รับสิทธิพิเศษให้นั่งร่วมโต๊ะกับ Director และอาจารย์ที่มาดูงานจากประเทศบราซิลครับ
เลยเกร็ง ๆ หน่อย แต่พอพูดจบ อาจารย์ก็บอกว่าทำได้ดี ผมก็เลยใจชื้นขึ้นมาหน่อย
โดยอาจารย์ที่เลือกผมขึ้นไปพูดชื่อ Lisa ครับ เธอเป็นคนแรกที่มาบอกผมเกี่ยวกับสิ่งที่ผมต้องพูดในงานเลี้ยงครั้งนี้
ครับ หลังจากนั้นมีอาจารย์ประมาณ 3 คนครับ ที่มาบอกว่าผมต้องพูด คือ
อาจารย์ทุกคนที่สอนผม เค้าบอกเรื่องเดียวกันหมดเลยครับ ผมงี้ตลกมากเลยครับ
ว่าทำไมต้องมาบอกหลายคนด้วย หุหุ
นั่นก็เป็นเรื่องแรกที่ผมประทับใจเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา
เรื่องต่อไปที่ผมอยากจะเล่าคือ เรื่อง การเรียนในเทอมนี้ล่ะครับ
เทอมนี้ผมลงทั้งหมด 4 วิชาครับ คือ Writing, Reading, Grammar, Journalism วิชาสุดท้ายนี่งานเยอะสุด
ๆ เลยครับ ซึ่งผมค่อนข้างเครียดเกี่ยวกับคลาสนี้มาก เพราะผมต้องเขียนข่าวครับ ทุกคนในโรงเรียนจะได้เห็นข่าวที่ผมเขียนนั่นล่ะครับ
ซึ่งผมค่อนข้างมีเวลาน้อยมาก แต่สองอาทิตย์ที่ผ่านมาผมก็ทำมันได้ค่อนข้างดี
ในการเขียนข่าวผมก็ต้องไปหาคนสัมภาษณ์ครับ
และเนื่องจากที่ผมต้องเขียนข่าวเป็นภาษาอังกฤษ
ผมจึงต้องสัมภาษณ์คนอเมริกันนี่ล่ะครับ ผมจึงต้องเข้าไปใน main campus ทุกอาทิตย์เพื่อไปหาสัมภาษณ์นักเรียนชาวอเมริกัน
ซึ่งมันก็ไม่ยากเท่าไรนัก แต่มันค่อนข้างเซ็งก็ตอน หาคนสัมภาษณ์นั่นล่ะครับ
เพราะว่า แต่ละคนก็มีกิจกรรมที่ต้องทำต่างกันไป กว่าจะหาได้ก็ต้องเดินหาสักพัก
แต่มันก็ไม่ยากเกินไปหรอกครับ หลังจากที่ได้คำตอบแล้วก็ต้องนำมาเขียนข่าวแล้วส่งต้นฉบับให้อาจารย์
ก่อนวันพุธ เวลา 3 ทุ่มครับ ซึ่งฉบับล่าสุดที่ผมเขียนเนี่ยะ
พึ่งจะส่งไปเมื่อตะกี้นี่เองครับ หุหุ เหนื่อยมาก แล้วงานไม่ได้เฉพาะคลาสนี้นะครับ
คลาสอื่นเนี่ยะ งานก็เยอะไม่แพ้กัน แบบว่าเครียดครับ งานจะทำไม่ทันเอา
แต่ก็พยายามทำให้ดีที่สุด บางครั้งก็ต้องต่อรองกะอาจารย์
เพื่อให้งานมันออกมาดีที่สุด แต่อาจารย์ที่นี่ใจดีนะครับ เทอมนี้มีคนนึง
แกเป็นทั้งอาจารย์และนักแสดง Part-time
ด้วยนะครับ ฟังไม่ผิดหรอกครับ
แกเป็นนักแสดงในซีรีย์ของที่นี่ครับ แต่ผมก็ไม่เคยได้ดูซักที แกเป็นคนใจดี
แล้วก็สอนดีด้วยครับ พูดไปแกก็สอนเข้าใจมาก ครับ ไม่น่าเบื่อเวลาสอน
ทำให้ผมอยากเรียนมากขึ้น แกชื่อ Robb
ครับ แต่กะอีกคนนึงชื่อ Don ครับ แกสอน Grammar เหมือนจะสอนดีนะครับ แต่ว่า แกสอนยากมากครับ
ไม่เข้าใจสักเท่าไร พยายาม ตั้งใจอ่านเองด้วย แต่ผมว่า ผมอ่านเองยังอ่านเข้าใจมากกว่าที่แกสอนเลยครับ
เพราะว่าแกสอนแบบคนโบราณเพราะแกค่อนข้างแก่แล้วครับ
ถ้าแกมารู้ว่าผมพิมพ์แบบนี้แกคงเครียดน่ะครับ ผมสอบวิชาแกเนี่ยะ
ได้คะแนนน้อยมาสองครั้งแล้ว แต่ในครั้งต่อไปจะพยายามทำให้ดีกว่านี้ล่ะครับ
ซึ่งผมคิดว่ามันคงไม่ยากเกินไปครับ ส่วนอีกวิชา คือ Writing ผมเรียนกับ
Robert ครับ
เป็นคนเฮฮาดีครับ เคยไปอยู่เมืองไทยหลายปีมาก เค้ารู้จักชีวิตคนไทย
รู้จักเมืองไทยดีมากเลยครับ เค้าบอกว่าเค้าชอบเมืองไทยครับ หุหุ ก็ดีนะครับ
มีคนชอบเมืองไทย ผมอยู่ที่นี่ คิดถึงเมืองไทยมากเลยครับ อยากกลับไปเที่ยว
กลับไปเยี่ยมพ่อแม่ คิดถึงบ้านจัง เพราะยังไงมันก็บ้านเราครับ
ฉบับนี้ผมคงจะเขียนได้ไม่ยาวเท่าไร
เพราะว่า ไม่ค่อยมีอะไรจะเล่า เพราะไม่ค่อยได้ไปเจออารายใหม่ๆ ครับ มีแต่เพื่อนๆ
ใหม่ ที่เจอ ตอนนี้ผมกินข้าวกับเพื่อนเกาหลีทุกวันเลยครับ นิสัยดีดีกันทั้งนั้นเลย
แล้ววันหลังผมจะถ่ายรูปมาฝากเพื่อนๆ นะครับ สุดท้ายนี้ขอให้มีความสุข มากๆ
นะครับทุกคน
วันที่ 26
ตุลาคม 52
Obbe
posted on 10 Dec 2009 13:13 by jyoishiobb
ผจญภัยในต่างแดนกับโจอิชิ
ตอนที่ 16 ปิดเทอมใหญ่...งานเข้าแล้วครับ
วันที่ 14 กันยายน
52
สวัสดีครับ เพื่อนๆ
ทุกคน กว่าผมจะเขียนจดหมายฉบับนี้ขึ้นมาได้ รวบรวมความขยันอยู่นาน
และรวบรวมเรื่องราวที่จะนำมาเล่าให้เพื่อนๆ ฟังอีกนั่นแหละครับ
ช่วงนี้ในชีวิตผมมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเยอะ ทั้งเรื่องการเรียน การทำงาน ความคิด
ชีวิต ตอนนี้ผมคิดถึงเมืองไทยมากเลยครับ อยากกลับบ้านครับ กลับไปพักผ่อนที่บ้าน
รู้สึกว่า ชีวิตที่นี่ มันต้องดินรนสูงมาก แต่มันก็เป็นสิ่งที่ดี
มันทำให้ผมเปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนพฤติกรรม อารายหลายอย่างขึ้นเยอะ
และที่สำคัญมันเปลี่ยนความคิดภายในของผมด้วยครับ หลายครั้งที่อยู่ที่นี่ หลายคืน
นอนไม่หลับ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร อาจจะเป็นเพราะว่า
เรายังกังวลกับสิ่งที่มันจะเกิดขึ้นกับตัวเราในอนาคตมั้งครับ แต่ผมก็เชื่อเสมอว่า
อนาคตมันจะเป็นวันที่ดี สำหรับเรา นั่นล่ะครับ ตอนนี้โรงเรียนของผมปิดแล้วนะครับ
เป็นการปิดเทอมครั้งที่สอง จริงๆ แล้ว มันปิดมาได้ เกือบสองอาทิตย์แล้ว
และมันกำลังจะเปิดอาทิตย์หน้าแล้วล่ะครับ แต่ที่ผมไม่ได้เขียนเล่าให้เพื่อนๆ
ฟังซะที ก็เพราะว่า ตอนนี้ผมมีงานที่ที่สองทำแล้วนะครับ แต่ก่อนจะเล่าถึงเรื่องงาน
ผมอยากเล่าเกี่ยวกับโรงเรียนก่อนละกันครับ อยากจะย้อนไปเมื่อสองอาทิตย์ที่แล้ว
ในวันสุดท้ายของการเรียน คือวันศุกร์ ที่ 28 สิงหาคมครับ ในวันนั้น
การเรียนก็ไม่ค่อยมีอารายมากมายครับ เพราะว่าหลายวิชาก็สอนจบแล้ว
รวมถึงในคลาสของผมด้วย วิชาแรก อาจารย์ชื่อ MRS.J ครับ เค้าเป็นคนใจดีครับ
ผมชอบคุยกะเค้าเวลาที่ผมไปถึงคลาสในตอนเช้า มีอยู่ครั้งนึงผมไปสาย คือ
เมื่อวานก่อนหน้าวันสุดท้ายนั่นล่ะครับ เพราะว่า รถติดมาก ติดแบบไม่ขยับบน Free way ผมจึงต้องเปลี่ยนเส้นทาง
ทำให้ผมไปสายครับ พอรุ่งขึ้นอีกวัน เค้าเลยทักว่า
เมื่อวานต้องมีไรผิดปกติกับผมแน่ๆ เพราะผมไม่เคยมาเรียนสายเลย ผมจะไปเช้าตลอด
ผมเลยเล่าให้เค้าฟังนั่นล่ะครับ หุหุ ในคลาสวันนี้ มีการผ่อนคลาย โดยการเล่นเกมส์
แล้วก็พวกเล่าเรื่องขำขำ มันตลกดีจริงๆ ครับ ผมชอบเรียนวิชานี้มาก
รู้สึกว่ามันเป็นวิชาที่ไม่เครียด MRS.J
ก็สอนดีครับ เธอสอน วิชาพัฒนาการพูดครับ
หลังจากเสร็จจากคลาสนี้เราก็มีโอกาสถ่ายรูปกันครับ แล้วผมก็ไปเรียน Grammar ต่อครับ
วันนี้ผมมีสอบด้วย หุหุ แต่ก็ไม่ยากเกินไปหรอกครับ
แล้วก็ไปเรียนวิชาสุดท้ายของวันนี้คือ Writing ครับ นี่ก็ไม่มีเรียนแล้วเหมือนกัน
แต่อาจารย์เอาเกมส์มาให้เล่นครับ คนที่สอน Writing ชื่อ Lisa ครับ ถ้าเพื่อนๆ เข้าไปดูใน blog ที่ผมเขียนส่งอาจารย์
ล่ะครับ http://444writingblog09.blogspot.com/
คือทุกคนต้องเขียนงานส่งอาจารย์ 2 อาทิตย์ต่องาน 1 ชิ้น ซึ่งมันก็ไม่มากเกินไปหรอกครับ
เวลาเขียนเสร็จ อาจารย์จะโพสลงบนอินเตอร์เน็ต ผมก็ชอบเขียนเรื่ องเกี่ยวกับประเทศไทย
ครับ ไม่ว่าจะเป็น วันสงกรานต์ อาหารการกิน หรือ สถานที่ท่องเที่ยว
ผมคิดว่าอย่างน้อยมันคงทำให้เขารู้จักเมืองไทยมากขึ้น แต่ก็อีกนั่นล่ะครับ
เพราะช่วงนี้เมืองไทยมีแต่ข่าวไม่ดีบ่อยๆ มันยิ่งทำให้ฝรั่งเค้ารู้จักเมืองไทยดีขึ้น
หุหุ ถ้าจะพูดถึงอาจารย์ แล้วไม่พูดถึงเพื่อนก็คงจะไม่ได้ เพราะว่า เพื่อนเทอมนี้
ถึงจะไม่สนิทกันเหมือนเทอมที่แล้ว แต่ว่า ผมก็สนิทกับเพื่อนญี่ปุ่นคนนึง ชื่อ
ริน่า (Rina) เป็นผู้หญิงครับ
แล้วก็อีกคน คือ ฮิคารุ (Hikaru)
ริน่าเนี่ยะ เธอชอบกินช๊อกโกแลตครับ ผมก็ชอบกินเหมือนกัน
เวลาผมซื้อไป ก็จะแบ่งให้เธอกินบ่อยๆ เราก็เลยค่อนข้างสนิทกัน
ด้วยความที่ผมเป็นคนเฮฮา สนุกสนาน เวลามีมุขอาราย ก็ชอบเอาไปเล่นกับเพื่อนๆ ในห้อง
เอาไปเล่นเวลาพรีเซนต์ เพื่อน ๆ ในห้องเวลา มันพรีเซนต์อารายก็ตาม มันก็ชอบเอาชื่อ
ผมเป็นตัวอย่าง แบบว่า ฮาๆ ไปด้วยเลย พูดถึงริน่ากันต่อ
ในวันสุดท้ายก่อนที่เราจะจากกัน เราก็นั่งเรียนด้วยกันครับ และหลังจากเรียนเสร็จ
ผมก็จะกลับบ้าน ผมเลยเดินเข้าไปลาเธอ เธอก็บอกว่า เธออ่ะ
มีความสุขมากที่ได้รู้จักผม 555 (กร๊าก เข้าข้างตัวเองมากไปป่าววะ)
แต่เธอก็พูดแบบนี้ ผมก็เลยบอกว่า เราคงมีโอกาสได้เจอกันในวันนึง
แล้วเธอก็ร้องไห้เลยครับ 555 ผมงี้อึ้งไม่รู้จะทำไง ดี ได้แต่ปลอบว่า
ซักวันเราคงได้เจอกันอีก เธอจะไปเรียนต่อ ที่ GCC ครับ คือ Grandale Community College (ไม่รู้ว่าสะกดถูกมั๊ยนะครับ)
เมืองที่ออกข่าวว่าไฟไหม้ป่าอยู่ตอนนี้น่ะครับ วันก่อนโทรไปคุยกะริน่า
ได้ยินเสียงรถดับเพลิงดังมาก เลยถามว่ามีอะไร เธอบอกว่า มีไฟไหม้ป่า แค่นิดหน่อย
ผมก็ไม่สนใจไร พอวันต่อมาครับ ข่าวออกกันแทบทุกช่องว่ามีนักดับเพลิงตายไปสองคน
แล้วบ้านโดนเผาไปแล้วกว่าหลายร้อยหลัง หุหุ คิดในใจ ริน่า จะรอดมั๊ยเนี่ยะ 5555
เลยโทรไปหาอีกรอบ สรุปว่ายังโอเค คนที่นี่ก็แปลกนะครับ ชอบสร้างบ้านกันบนเขา
เหมือนวิวจะดี แต่โดนไฟป่ามาที ถึงกับหน้ามืดล่ะครับ 555 ถ้าจะพูดถึงเพื่อนแล้ว
ไม่พูดถึงคนนี้คงไม่ได้ ก็คือ ฮิคารุ (Hikaru) กับคาซูย่า (Kazuya) ซึ่งเป็นเพื่อนที่ผมค่อนข้างสนิท
ในวันก่อนหน้าปิดภาคเรียน เป็นวันพฤหัส เรานัดกันไปเดินเที่ยวที่ ห้างแถว
โรงเรียนกันครับ แล้วก็จะไปหาอะไรกินด้วย หุหุ จริงๆๆ ชื่อ ห้างว่า Tyler Mall ผมก็ขับรถไป
โดยมีเพื่อนอีกคนชื่อ Toru เป็นคนบอกทางครับ
ผมไปกับเพื่อนอีก 4 คน คือ คาซูย่า ฮิคารุ โทรุ และ อายูมิ อายูมิ เป็นแฟนของ
ฮิคารุครับ ปกติแล้วเราจะไปยิมกันแทบทุกวัน เลยค่อนข้างสนิทกันครับ
หลังจากที่เราเดินเลือกซื้อของที่ห้างนั้น เราก็ตัดสินใจว่าจะไปหารายกินกันครับ
ซึ่งที่ที่เราจะไป โทรุเป็นคนเลือก ก็คือ Cheese Cake Factory ครับ ที่นี่มีอาหารแทบทุกประเภทครับ
รวมถึงของหวานที่ขึ้นชื่อของที่นี่ นั่นก็คือ Cheesecake นั่นล่ะครับ เข้าไปถึงเราก็สั่งอาหารมากินกันครับ
แบบว่า อาหารที่นี่ก็เป็นอาหารฝรั่งนั่นล่ะครับ รสชาติก็ใช้ได้เลยทีเดียว
หลังจากกินอาหารกันแล้ว เราก็สั่งชีสเค้กมากินกันคนละชิ้น
ตอนแรกเราจะเอารสดั้งเดิม ทั้งหมด 5 ชิ้นครับ แต่คิดไปคิดมาแล้ว สั้งมัน 5 รสไปเลย
ผมน่ะ สั่งรสน้ำผึ้งมะนาวครับ เปรี้ยวๆๆ หวาน แต่อร่อยดีครับ
กินไม่หมดหรอกนะครับเพราะลำพังแค่อาหารที่กินไปก่อนหน้ามันก็อิ่มแล้ว
เจอของหวานเข้าไป แทบพุ่งแหละครับ 55 คิดเอาเองว่า พุ่งยังไง อืม ลืมบอกไป
ว่ามื้อนี้ผมกินฟรีอีกแล้วครับ เพราะเพื่อนบอกว่า ผมดูแลพวกมันดี คือ เวลาไปไหน
มันก็ไปรถผมล่ะครับ แต่จริงๆ แล้วก็ไม่ค่อยได้ไปไหนกันหรอกครับ
เพราะส่วนมากผมจะทำงานครับ
หลังจากนั้นผมต้องขับรถไปส่งแต่ละคนที่บ้านซึ่งบ้านแต่ละคน มันก็คนละทิศคนละทาง
หลังจากที่ไปส่ง คาซูย่าที่บ้านแล้ว ผมขับรถเลยไปที่ที่นึง ซึ่งมีการแข่งรถกันครับ
เป็นเหมือนสนามแข่งรถกันเลยครับ เหมือนในหนัง Tokyo Drift นั่นล่ะครับ ดริฟท์กันฝุ่นท่วม
ผมยินมองดูไกลๆ แล้ว ยังคิดอยากจะเข้าไปดูในสนามเลยครับ แบบว่า พึ่งเคยเห็นของจริงก็คราวนี้
พวก โทรุ กับฮิคารุก็ชอบใจกันใหญ่ เราแวะดูอยู่เกือบ 30 นาที
แล้วจึงขับรถไปส่งอายุมิ ก่อนแล้วตามด้วยฮิคารุ แล้วก็โทรุเป็นคนสุดท้าย
บ้านโทรุมันโครตไกล เลยครับ แต่ว่า ไปไม่ยากเท่าไร
เพราะอยู่บนถนนเส้นเดียวกับบ้านผมนั่นล่ะครับ แต่ขับไปประมาณสิบห้านาทีได้
หลังจากที่ไปส่งมันที่บ้านแล้ว ยังคิดอยู่เลยว่ากรูจะกลับถึงบ้านมั๊ยเนี่ยะ หุหุ
แต่ในที่สุดกถึงบ้านได้โดยปลอดภัย เวลาประมาณ 5 ทุ่มกว่า กลับมาหลับเป็นตายเลยครับ
555 หลังจากที่ปิดเทอม พวกเพื่อนผมก็ไปเที่ยว ทั้งนิวยอร์ค ซีแอตเติล
และอีกหลายที่ครับ วันจะกลับ มันยังบอกให้ผมไปส่งที่สนามบิน แต่ผมบอกมันว่า
ผมไปไม่ได้ครับ เพราะต้องทำงาน หุหุ ผมเลยบอกว่า เดี๋ยวไว้รอเจอกันอีกที
ที่ญี่ปุ่นนะครับ หุหุ มันก็บอกว่า ถ้าผมไปนะให้ไปอยู่ที่บ้านมันได้
แล้วมันจะพาเที่ยว 555 อย่างน้อยก็มีคนพาเที่ยวและครับ หุหุ นี่ก็คือเรื่องเกี่ยวกับเพื่อนๆ
ของผมล่ะครับ
แต่ที่ผมเขียนจดหมายฉบับนี้
จริงๆ แล้วตั้งใจจะเล่าถึงเรื่องที่งานที่ผมได้ทำอีกที่นึงล่ะครับ คือ
หลังจากที่ปิดเทอมได้ไม่นาน ป้าที่ผมอยู่ด้วย เค้าก็โทรมาบอกว่า
เค้าเจอประกาศรับสมัครงานในหนังสือพิมพ์ เค้าเลยโทรมาบอกครับ ให้ลองโทรไปสมัครดู
ผมก็เลยลองโทรไป เสียงผู้หญิงรับนะครับ เป็นเจ้าของร้าน เค้าบอกว่า
ตอนนี้เค้ากำลังรับเด็กเสิร์ฟใหม่อยู่เพราะเด็กเก่าเค้าเนี่ยะ ย้ายไปอยู่ที่อื่น ในตอนแรก
เค้าบอกว่า อาจจะไม่รับ เพราะว่าเราอยู่ไกลครับ อีกสักประมาณ
ครึ่งชั่วโมงหลังจากที่ผมโทรไป เค้าก็โทรกลับมา บอกว่า อยากให้ลองมาเริ่มงานดู
เผื่อทำได้ ผมก็เลยรับปากว่า จะไปทำงาน เค้าก็อธิบายถึงเงินที่จะให้ต่อวัน
เรื่องของทิป แล้วก็เรื่องต่างๆ และเค้าก็บอกให้เริ่มงานวันจันทร์ที่ 7
หลังจากนั้นไม่นานก็ถึงวันที่ผมต้องไปทำงานแล้วครับ วันแรกผมไป ลูกค้าค่อนข้างยุ่งครับ
เพราะว่าผมไปก่อนเวลาที่ผมทำงาน ไปถึงยังไม่ได้ทำไรเค้าก็ให้ผมนั่งอ่านเมนูไปครับ
อ่านได้ประมาณ 10 นาที เค้าก็ให้เด็กเสริ์ฟคนที่ทำมาก่อนผม มาช่วยสอนผม
แล้วให้ผมลองรับออเดอร์ลูกค้า ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ผมถนัดอยู่แล้วครับ
แต่มันจะยากก็คือ ภาษาที่ใช้เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด แต่มันก็ไม่ยากเกินไปหรอกครับ
เพราะการเป็นเด็กเสิร์ฟเนี่ยะผมเคยทำมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยครับ
ตอนนั้นที่ผมทำก็ร้านสเวนเซ่นส์ล่ะครับ
ซึ่งประสบการณ์ที่ผมเคยทำที่สเวนเซ่นส์ช่วยผมได้เยอะมากเลยครับ ไม่ว่า
จะเป็นการดูแลลูกค้า การเชียร์ให้ลูกค้าซื้อโน่นซื้อนี่ในร้าน ซึ้งผมน่ะถนัดนัก 55
ซึ่งร้านนี้จะขายน้ำมะพร้าวสดน่ะครับ ที่มันอยู่ในลูกอ่ะครับ ขายลูกละ $5 ซึ่งราคาก็แพงเอาการอยู่
แต่บางวันมีลูกค้าหลายโต๊ะที่ซื้อ เพราะว่าผมเชียร์นั่นล่ะ ครับ
จนเจ้าของร้านชมผมว่า ขายของเก่งจริง แต่ผมก็ว่างั้นๆๆล่ะครับ คือ
บางทีลูกค้าอาจจะอยากกินอยู่แล้วก็ได้ หุหุ
แต่สิ่งที่ผมไม่ค่อยชอบเจ้าของร้านมากที่สุด คือ การโกงเงินทิปนี่ล่ะครับ
ให้ทิปไม่เป็นธรรม โดยปกติแล้ว การที่ทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟนั้น
เงินที่เป็นของเด็กเสิร์ฟนั้นหลักๆ จะมาจากทิปนั่นล่ะครับ และโดยปกติทั่วไป
ทุกร้านเจ้าของร้านจะไม่เข้ามายุ่งในเรื่องทิปครับ
แต่จะได้เงินจากการขายอาหารเท่านั้น แต่ร้านนี้แบบว่า แบ่งทิปให้ตัวเค้าเอง
ซึ่งผมเองทำมากแต่ได้ทิปมานิดเดียวเอง ซึ่งไม่สมควรอย่างยิ่งเลยครับ
แต่ผมก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากมองดูด้วยความหดหู่ใจ 555 จริงๆ แล้ว
ตอนเข้าไปตอนแรกเนี่ยะเจ้าของร้านก็เล่าให้ฟังว่าเค้าเปลี่ยนเด็กเสิร์ฟมาเยอะแล้ว
แล้วแต่ละคนที่ออกไป ก็กลั่นแกล้งเค้าต่างๆ นานา ซึ่ง ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไม
แต่ได้รับการสนับสนุนข้อมูล จากพ่อครัวและแม่ครัวในร้าน ทำให้รู้ว่า
สิ่งที่เค้าทำกับเด็ฏเสิร์ฟแต่ละคน มันก็สมควรที่เค้าจะต้องโดนล่ะครับ หุหุ
แต่ผมก็เฉยๆ ซึ่งบางครั้งผมอาจจะโดนเค้าว่าบ้าง เค้าเป็นคนไม่ค่อยมีเหตุผลหรอกครับ
ชอบใช้อารมณ์เสียส่วนมาก และเค้าจะคิดว่าตัวเค้าเองถูกเสมอ และคนอื่นนั้นผิดตลอด
ซึ่งคนแบบนี้ผมก็เจอมานักต่อนักแล้ว แต่ก็ไม่ถึงกับแย่ไปซะหมด
แต่จากวันแรกที่ผมทำงาน จนถึงวันนี้ผมก็ทำมาได้ 2 อาทิตย์แล้วครับ วันนี้
ที่ผมกำลังเขียนจดหมายนี่ ผมกำลังจะได้เงินค่าแรงที่ผมทำไปครับ
ก็ไม่มากไม่น้อยเท่าไร ซึ่งพอผมมานั่งคิดคำนวณรายได้ ที่ผมทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย
มันก็พอจะมีเหลือเก็บ มากกว่า เงินเดือนที่ผมได้รับทั้งเดือนที่เมืองไทยเสียอีก
ซึ่งเป็นเงินที่คุ้มค่าจริงๆครับ เพราะราคาของก็ใกล้ๆ กับบ้านเรา
แต่เงินหาได้เยอะกว่า ไม่แปลกเลยที่คนเมกันเวลาไปบ้านเรา
มันจะใช้จ่ายเงินเสมือนเบี้ย หุหุ แต่ผมก็หาลู่ทางต่อไป ตอนนี้จะเริ่มเก็บตังแล้วครับ
จะได้มีเงินเอาไว้ซื้อตั๋วเครื่องบินไปเมืองไทย 55 ยังไง วันนี้ผมเล่าให้เพื่อนๆ
ฟังแค่นี้แล้วกันนะครับ ซึ่งฉบับหน้าผมจะมาเล่าสิ่งที่ผมทำในวันเกิดของผมครับ
วันที่ 21 กันยายน 52
Obbe
ปล. คิดถึงเพื่อนทุกๆ คนที่โบสถ์มากๆ
อย่าลืมคิดถึงกันบ้างเน้อ